เด็กชายมัมมี่ วัยเด็กที่ถูกห่อพันธนาการ
งานกึ่งกลอนเปล่าภาพเรื่อง “เด็กชายมัมมี่” (Mummy Boy) ของทิม เบอร์ตัน จากหนังสือรวมเล่มเด็กชายหอยนางรม
เล่าว่าเด็กคนหนึ่งเกิดมาพันผ้าก๊อซทั้งตัวราวมัมมี่อียิปต์ พ่อ‑แม่พาไปให้หมอตรวจ หมอสรุปสั้น ๆ ว่า “เป็นคำสาปจากฟาโรห์เฒ่า” — ตั้งแต่นั้น “ลูกชาย” ก็กลายเป็น bundle of gauze ในสายตาผู้ใหญ่
เบอร์ตันพาเราเดินต่อจนถึงฉากชวนอ้าปากค้าง เด็ก ๆ ในงานวันเกิดเข้าใจผิดว่าเขาเป็นกระดาษเปเปอร์มาเช่ตุ๊กตาตีแตกเอาขนม จึงใช้ไม้เบสบอลฟาดหัว “เด็กชายมัมมี่” จนแตก—แต่กลับพบเพียงด้วงแมลง ไม่ใช่ลูกอมสีสด
หากจะลองอ่านและคิดไปทีละแง่มุม ในแง่มุมแรก “ร่างกายประหลาด” ของเด็กชายมัมมี่กลายเป็นจุดศูนย์กลางที่กำหนดตัวตนของเด็กอย่างสิ้นเชิง ผ้าก๊อซพันรอบศีรษะและลำตัวทำให้เขาถูกมองเป็น “สิ่งของโบราณ” มากกว่าเป็นมนุษย์
คำบรรยายที่พ่อ–แม่ใช้เรียกลูกว่า “reject from an archaeological expedition” ตอกย้ำว่าร่างกายซึ่งไม่ตรงบรรทัดฐานถูกผลักออกไปสู่พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่พื้นที่ครอบครัว
ผลพวงของร่างกายที่ถูกทำให้แปลกแยกนำสู่มิติที่สอง คือ “การไร้เสียง” เด็กชายมัมมี่แทบไม่มีบทพูดของตนเอง ตลอดเรื่องเป็นเสียงบรรยายของผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนที่ตีตราเขาซ้ำ — นี่สะท้อนข้อสังเกตหลักของ childhood studies ว่า วัยเด็กมักถูกเล่า แทน มากกว่าจะได้เล่าเอง การขาดเสียงเท่ากับการขาดอำนาจต่อรอง (agency) ทำให้ความรู้สึกของเด็กถูกซ่อนไว้ใต้ชั้นผ้าก๊อซ เช่นเดียวกับร่างกายที่ถูกหุ้มพันธนาการ
ต่อมาอาจมองถึงประเด็น “การทำให้เป็นวัตถุ” ปรากฏชัดในฉากงานวันเกิด เพื่อน ๆ เข้าใจผิดว่าเด็กชายมัมมี่คือกระดาษเปเปอร์มาเช่ที่ตีแตกเพื่อให้ของขวัญหล่นออกมา พวกเขาจึงฟาดหัวเขาด้วยไม้เบสบอลด้วยเจตนา “เปิดห่อ” เพื่อแสวงหาความสุขของตน เด็กจึงถูกลดเหลือเพียง “ภาชนะความบันเทิง” ที่พังทิ้งได้เมื่อไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นลูกอมสีสด เด็กชายหอยนางรม
ท้ายที่สุด เรื่องราวยังสื่อถึง “บาดแผลการถูกทอดทิ้ง” พ่อ แม่เอง เรียกลูกว่า reject ก่อนจะส่งต่อปัญหาให้คุณหมอ ตั้งแต่วินาทีแรก เด็กถูกผลักสู่ขอบเวทีความรักของครอบครัว ความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการจึงฝังตัวอยู่ใต้ผ้าพันแผลหนา ๆ และค่อยๆพัฒนาออกมาในรูปโศกนาฏกรรมกลางงานเลี้ยง ซึ่ง childhood studies มองว่าเป็นตัวอย่างเข้มข้นของ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” (structural violence) ต่อวัยเด็ก
นั่นราวกับว่า “เด็กชายมัมมี่” ใช้ภาพร่างที่ถูกพันธนาการและเสียงที่ถูกทำให้ไม่ได้ยิน เพื่อสะท้อนว่าเมื่อสังคมผู้ใหญ่ตีค่าร่างกายกับตัวตนเด็กผ่านกรอบแคบ ๆ วัยเด็กย่อมกลายเป็นสนามบ่มเพาะทั้งความหวาดกลัวและความรุนแรง—ไม่ใช่สวนดอกไม้ไร้เดียงสาอย่างที่เราชอบคิดนัก
เวลาเราห่อของขวัญสวย ๆ สิ่งที่สำคัญคือ “ของข้างใน” แต่กับ เด็กชายมัมมี่ คนรอบข้างสนใจ ชั้นห่อ มากจนลืมถามว่าเขารู้สึกยังไง ผ้าก๊อซจึงกลายเป็นกำแพงกั้นเสียง ทุกคำอธิบายถูกดันไปทางไสยศาสตร์ (old pharaoh’s curse) หรือคำสาปปริศนา (ง่ายกว่าเปิดพื้นที่ให้เด็กอธิบายตนเอง)
แว่บหนึ่ง เขาพบ “สุนัขมัมมี่สีขาว” เป็นเพื่อน สัมพันธ์ภาพเดียวที่ไม่ยึดติดบนด้วยรูปลักษณ์ แต่ความอบอุ่นนั้นสั้นนัก ก่อนจะถูกไม้เบสบอลของเพื่อนรุมตีเพราะ “อยากได้ขนม”
นี่คือเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ความไร้เดียงสา” กับ “ความรุนแรง” ในวัยเด็ก
เมื่อความต้องการของกลุ่มมาก่อนการรับรู้ตัวตนของใครสักคน โศกนาฏกรรมจึงเกิดได้แม้ในสนามเด็กเล่น
“เด็กชายมัมมี่” เตือนว่า วัยเยาว์ไม่ใช่สนามปลอดภัยอัตโนมัติ หากเราอ่านเพียงชั้นภายนอก เราอาจกลายเป็นเด็กที่กำลังหา “ลูกอมและของเล่น” จากศีรษะเพื่อน โดยไม่รู้ว่าในนั้นมีแค่ “ด้วงแมลง” และความเงียบเปล่า ๆ
ครั้งต่อไปที่เห็นใครสักคนพันตัวด้วย “ผ้าก๊อซแห่งความแตกต่าง” — อย่าเพิ่งหมุนไม้เบสบอล แต่ลองเอ่ยถามเบา ๆ ว่า
“ใต้ผ้าพันนั้น เธออยากเล่าอะไรให้เราฟังไหม”
อาจได้ยินเสียงหัวใจเต้นจังหวะเดียวกับเรา
และนั่นต่างหากคือของขวัญในวันเกิดที่แท้จริง
Smithi
22 เมษายน 2568
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น